สมาคมผู้ค้าปลีกไทย แสดงความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอชุดนโยบายสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม” เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและผลักดันประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม
สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงขอเสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’ ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม’ ดังนี้”
1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น

2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
5.3 การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย
ณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการตามข้อเสนอดังกล่าว สมาคมฯ ประเมินว่าจะช่วย เพิ่ม GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569พร้อมทั้งกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนราว มากกว่า 200,000 ล้านบาท และการจ้างงาน มากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง”
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง แต่หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และพาประเทศกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง.
แท็ก :
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย
แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ